บทแรก : โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-ฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยศิลปากร
 
หอไอเฟลเมื่อแรกพบในขยะประชิด
La Tour Eiffel, Paris
 
ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนว่าโอกาสที่ได้รับในการไปเปิดโลกกว้างครั้งนี้ก็คือโครงการแลกเปลี่ยนของทางมหาวิทยาลัยค่ะ ซึ่งเป็นของคณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส ที่มีการพานักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในแดนไกลถึงประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม
 
ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการต้องศึกษาภาษาฝรั่งเศสเป็นสาขาเอก-โท เท่านั้นนะคะ 
กฎหลักๆของการเข้าร่วม
1. ยินดีที่จะจ่ายทุนทรัพย์ส่วนตัว
2. ยินดีที่จะปรับตัวรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง
3. สามารถรับผิดชอบตัวเองและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง
4. เตรียมการแสดงในรูปแบบวัฒธรรมไทยไป 4-5 ชุด ผู้ร่วมทริป 14 คน ก็แบ่งกันให้ดี
5. ไม่ค่อยจำเป็นนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรมีความตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งๆใหม่อย่างแรงกล้า 
 
หลังจากลงชื่อและจ่ายค่าโครงการ ทีนี้คือการเตรียมตัว
นักศึกษาทุกคนจะได้ไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ชาวฝรั่งเศสหนึ่งครอบครัวต่อหนึ่งคน
ครอบครัวละ 1 สัปดาห์ (เพราะเราจะพักกับโฮสต์ 4 โฮสต์ 4 เมือง)
เมืองที่เราได้ไปในปีนี้ได้แก่ Niederbronn (แคว้น Alsace), Larmor-Plage (แคว้น Bretagne), La dorée (แคว้น Bretagne) และ Paris เมืองหลวงที่ทุกคนใฝ่ฝัน
 
ปัญหาแรกของการเดินทางในครั้งนี้คือ กระเป๋าเดินทาง!
เนื่องจากอาจารย์ที่คุมพวกเราไปในครั้งนี้ จำกัดกระเป๋าเดินทางไม่ให้เกิน 20"
เหตุผลคือ
1. หากกระเป๋าใหญ่ไปจะไม่สามารถผ่านเครื่องกั้นในรถไฟใต้ดินได้
2. หากกระเป๋าใหญ่เกินไปจะไม่สามารถวางกระเป๋าบนชั้นวางเหนือที่นั่งของ TGV (รถไฟทางไกลที่เร็วที่สุดของฝรั่งเศส)ได้ ในกรณีที่ไม่มีที่ในชั้นวางกระเป๋าของรถ
3. ครอบครัวฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะใช้รถขนาดเล็ก กระเป๋าใหญ่ๆอาจไม่สามาถใส่ท้ายรถของโฮสต์ได้ในกรณีที่นั่งในรถเต็มก็จบกัน
      เพราะฉะนั้น ทริปนี้ของนังนิสาคือการเอาเสื้อผ้าไปน้อยที่สุด ซักให้บ่อยและเครื่องใช้ส่วนตัวน้อยที่สุด ไหนจะเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงอีก
 
ปัญหาต่อไปคือคิดการแสดง กลุ่มเราสี่คนเลือกการแสดงชุดระบำไกรลาส ซึ่งจะมีกินรีออกมาฟ้อนรำอวยพรให้มวลมนุษย์ นั่นล่ะประเด็น เพราะการเป็นกินรี ต้องมีหางที่ทำจากไม้ลงทอง
 
 
ทั้งหมดนี้ก็คือปัญหาหลักๆซึ่งทุกอย่างลงล็อคได้ในวันสุดท้ายจริงๆ
สัมภาระของเรามีทั้งหมดสามใบสำหรับการใช้ชีวิตในต่างแดนหนึ่งเดือน
1. กระเป๋าเดินทาง 20" เป๊ะ
2. เป้หลังใบใหญ่หน่อย
3. กระเป็า Day Bag ที่ใส่พวกของสำคัญ กระเป๋าสตางค์ มือถือ กล้องถ่ายรูป ipod ฯ
 
 
บทที่สอง : วันเดินทาง
 
แก็งค์เกรียนสะท้านโลกของเรา
จากซ้าย : กิ๊ก เรา แต้ว สามสหายร่วมด้วยช่วยกันเกรียน (ขาดไปหนึ่งเพราะเจ้าตัวยังไม่มา)
 
วันเดินทาง เครื่องออกตอนค่ำ พวกเราที่มาก่อนเวลาเลยมาหาอะไรกิน กะว่าเป็นมื้ออาหารไทยส่งท้าย (แต่ของกิ๊กคงไม่เพราะเป็นพาสต้ามีทบอล) ใบหน้ายิ้มแย้มของคนจะได้ไปต่างประเทศซึ่งในเวลาต่อมาอย่างกับหนังสงครามเมื่อมาเจอวิกฤตการณ์วิ่งขึ้นMetro(รถไฟใต้ดินของฝรั่งเศส)ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป
 
วีรเกรียนแรกของพวกเราก็คือการเป็น FINAL CALL
เน้นตัวสีแดงชัดเจน และเกือบตกเครื่อง(เกือบไม่ได้ไป)กันจริงๆจังๆ เพราะมัวเดินเพลิน และตรวจพาสปอร์ตช้า จนแอร์กราวด์วิ่งมาถือป้ายไฟนอลคอลตาม รู้สึกเป็นความเกรียนในบทเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้มาก
 
บนเครื่องบิน
พออยู่บนเครื่องได้ก็ลั่ลล๊า ได้นั่งข้างกิ๊กเพราะเช็คอินต่อกัน สีหน้ายังไม่รู้ชะตากรรม 555
 
นั่งเครื่องมานานพอสมควร (ประมาณหกชั่วโมง ไม่แน่ใจเพราะนั่งย้อนเขตเวลามา) เราก็ต้องพักเปลี่ยนเครื่องกันที่โดฮา ประเทศกาตาร์ (ทริปนี้มากับ Qatar Airways)
 
โฉมหน้าผู้ร่วมขบวนการทั้ง 14 ราย ณ สนามบินนานาชาติประเทศกาตาร์
 
กับแต้วที่คาเฟเทอเรียของสนามบิน โชว์เป๊บซี่ภาษาอาหรับ ให้รู้กันไปเลย
 
หลังจากขึ้นเครื่องเปลี่ยน (รอบนี้ไม่ไฟนอลคอลล์ 555) เราก็นั่งๆนอนๆ ปวดแข้งปวดขามาก จนตอนเช้า แอร์ปลุกขึ้นมากินอาหารเช้ารสชาติอึนๆ (อาหารของสายการบินนี้รสอึนๆ อร่อยเป็นอย่างๆ) แล้วเราก็เห็นน่านฟ้าฝรั่งเศส!!!
 
จากข้างหน้าต่างของสาวชาวฝรั่งเศสที่นั่งร่วมสายการบินกับเรา เป็นวัยรุ่นสุดน่ารักอยู่แถบเบรอตาญ เขาเสนอให้เราไปนั่งที่เค้าเพื่อดูวิวฝรั่งเศสจากมุมสูง แรกพบคนฝรั่งเศสก็ประทับใจเสียแล้ว ^^
 
หลังจากคุยกับสาวฝรั่งเศสก็รู้ว่าเธอชื่อมาครี (มารี) เธอทิ้งอีเมล์เอาไว้ให้ติดต่อกับเธอได้ระหว่างที่อยู่ในฝรั่งเศสหนึ่งเดือน จากที่คุยก็รู้ว่าเธอเป็นคนต่างจังหวัด จึงมีนิสัยอย่างคนต่างจังหวัด ยิ้มง่ายใจกว้าง
 
 มารี สาวเบรอตาญสุดน่ารัก ^^
 
หลังจากเครื่องลงจอด ณ สนามบินนานาชาติ ชาร์ล เดอ โกล เป็นที่เรียบร้อย การผจญภัยของจริงก็มาถึงเพราะเราต้องขึ้นแอร์พอร์ตลิ้งค์ไปสู่รถไฟใต้ดินของฝรั่งเศส หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าเมโทร (Metro) ชื่อนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการเที่ยวครั้งนี้เลยก็ว่าได้เพราะสิ่งแรกที่อยากจะย้ำกับใครก็ตามที่กำลังอ่านบล๊อกนี้อยู่ก็คือ การไปครั้งนี้ของเราไม่ใช่ทัวร์ ไม่มีรถของโรงแรมมารับ ไม่มีรสบัสเวลาไปที่ต่างๆ เราต้องหอบกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดเดินทางเปลี่ยนเมืองสี่หน ไม่นับลากกระเป๋าขึ้นลงเมโทรเพื่อต่อรถอีกหลายสิบรอบ ซึ่งทั้งหมดพวกเราเดินทางกันเองด้วยรถประจำทางของฝรั่งเศส ซึ่งก็มีดังนี้
 
1. Metro (เมโทร) รถไฟฟ้าใต้ดินของปารีสที่ใช้โดยสารไปลงสถานีต่างๆในปารีส
2. SNCF (แอสแอนเซแอ๊ฟ) เป็นรถไฟของฝรั่งเศสที่นั่งออกนอกเมืองได้ ซึ่งเปิดบริการคู่กันระหว่างเมโทรในตัวเมืองและรถไฟออกนอกเมืองภายใต้ชื่อ SNCF ซึ่งเป็นองค์การรถไฟของประเทศฝรั่งเศส
3. TGV (เตเฌเว) เป็นรถไฟความเร็วสูงเอาไว้นั่งข้ามแคว้นข้ามภูมิภาคซึ่งเร็วมากจริงๆ แต่ราคาตั๋วก็จะแพงขึ้นมา
ทั้งสามแบบนี้จะมีสถานีเชื่อมกันทั้งสิ้น ซึ่งวันๆหนึ่งเราอาจได้นั่งทั้งสามเลยหรือว่าแค่อย่างเดียวนั่นก็ตามแต่จุดหมายปลายทางของแต่ละคน
 
รถไฟทั้งสามแบบของฝรั่งเศสซึ่งนังนิสาหอบสัมภาระวิ่งขึ้นลงมาหมดแล้วนี้ จะไม่เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา ถ้า TGV จะขับนุ่มหน่อย แต่อีกสองอย่างถ้าขึ้นปุ๊บต้องหาที่เกาะให้มั่น เพราะทั้งเหวี่ยงและเบรกได้โหย่งมากอย่างกับรถเมล์บ้านเราก็ไม่ปาน
 
สภาพการณ์ของทุกคนหลังลงจาก airport link พร้อมสัมภาระทั้งหมด
 
หลังจากมาถึงสถานีรถไฟ ด่านแรกคือการต่อเมโทรเข้าตัวเมืองปารีสเพื่อต่อ TGV ไปแคว้น Alsace จุดมุ่งหมายแรกและเมืองแรก โฮสต์แรกของพวกเราแต่ละคน แต่พอจะมีเวลาเหลืออาจารย์จะพาพวกเราแวะทานอาหารกลางวันที่หอพักนักศึกษานานาชาติในปารีส และเตร่ในปารีสซักเล็กน้อย
 
หน้าตาของตั๋วรถไฟใต้ดินของฝรั่งเศส ด้านบนคือตั๋วรถไฟ ด้านล่างกางออกมาเป็นแผนผังการเดินรถสายต่างๆ เลิศ!!!
หลังจากฝากสัมภาระที่สถานีรถเป็นที่เรียบร้อย ด่านต่อไปของเราคือท่องปารีสแบบเร่งด่วนแบบเบต้าเวอร์ชั่น ซึ่งเวอร์ชั่นเต็มต้องรออาทิตย์สุดท้ายซึ่งพวกเราจะได้อยู่กับโฮสต์ที่ปารีส
 
 
บทที่สาม : Paris BETA ver. : ภาคทฤษฏี
หลังจากฝากสัมภาระ พวกเราก็เดินทางต่อโดยเมโทรซึ่งรถไฟใต้ดินที่นี่ไม่ได้อยู่แต่ใต้ดินนะ ด้วยความที่ฝรั่งเศสไม่ใช่พื่นที่ลุ่ม จะมีเนินสูงบ้างและพื้นต่ำบ้าง รถไฟที่แล่นเป็นแนวตรงจึงมีช่วงที่โผล่ขึ้นมาบนดินให้ได้เห็นทิวทัศน์รอบข้างบ้าง (บางทีถึงขึ้นลอยฟ้าเพราะความต่างของพื้นที่มีมากจริงๆ)
สถานี GARE DU NORD ที่เชื่อมกับ TGV สำหรับคนเดินทางขึ้นเหนือ
พอมาถึง อาจารย์ก็พาไปร้านสะดวกซื้อของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า RELAY เป็นร้านสะดวกซื้อที่พบได้ทุกที่ทั่วกรุงปารีสอารมณ์ 7-11 บ้านเราเลย เพียงแต่ร้านของเค้าจะเล็กมากและส่วนใหญ่ไม่มีตู้แช่ (อย่าได้หวังกินน้ำเย็นๆเหมือนอยู่บ้านเรานะ) อีกอย่าง ราคาของน้ำเปล่าที่นี่ถือว่าแพงพระเจ้าช่วยเลยล่ะ เพราะน้ำแร่ขวดหนึ่งปาไป 1 ยูโร ตีเป็นเงินไทยก็ 44 บาท บางยี่ห้อ 2 ยูโรก็มี ซื้อน้ำผลไม้หรือโกกา (โค้ก) ยังรู้สึกว่าคุ้มกว่า ส่วนราคาขนมก็พอรับได้บางห่อราคาแค่ห้าสิบซองตีมซึ่งตกประมาณ 22 บาท แล้วได้ห่อใหญ่ด้วย เทียบกับบ้านเราคือคุ้มค่ะ
เครดิทรูปจาก /www.a-night-in-paris.com
เหรียญและธนบัตรของเงินยูโรที่ใช้กันในฝรั่งเศส ก็จะมีธนบัตรใบละ 5, 10, 20, 50, 100, 200, 500 ยูโร เหรียญก็ 1, 2, 5, 10, 20, 50 ซองตีม (cent)  (100 ซองตีมเท่ากับ 1 ยูโร) และเหรียญ 1 กับ 2 ยูโร ค่ะ
มาว่ากันต่อเรื่องร้านสะดวกซื้อ ที่อาจารย์พาเรามาจุดประสงค์คือการซื้อสลิปบัตรโทรศัพท์โทรต่างประเทศค่ะ จะมีหน้าตาเหมือนสลิปบัตรเติมเงินบ้านเรา ราคา 7 ยูโรกว่าๆ ใช้คุ้มค่ะ หนึ่งใบโทรกลับไทยได้ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงสี่สิบห้านาที
 
นอกจากร้าน RELAY ที่มีทุกที่ในปารีสแล้ว ร้านที่ขาดไม่ได้เลยตามสถานีรถไฟในประเทศยุโรปอย่างฝรั่งเศสแบบนี้ก็คือ ร้านขนมปัง ร้านที่เห็นบ่อยมากคือร้าน Pains à la ligne ซึ่งจะพบได้ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆค่ะ แปลตามความเข้าใจคือ ขนมปังตามเส้นทางรถไฟ (Railway's Breads) แปลอีกรอบเพื่อความกระจ่างน่าจะหมายถึง ร้านขนมปังที่ขายตามสถานีรถไฟนั่นแหละค่ะ
 
ร้านขนมปังที่พบเจอได้ตามสถานีรถไฟ
 
หลังจากซื้อบัตรโทรศัพท์ ลองโทรหาที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาออกเดินทางสู่ปารีสในเวอร์ชั่นเบต้าค่ะ ^^
 
ภายในท่ารอรถไฟของสถานี GARE DU NORD ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในตัวเมืองปารีสของพวกเรา
 
รถไฟใต้ดินของปารีสเป็นอะไรที่น่าลำบากใจนิดนึงค่ะ ประเด็นหลักๆคือผู้คนในปารีสที่เราเรียกกันว่า ปาคริเซียง ในแบบแท้ๆจะเป็นคนทำงานจริงๆ คือเร่งรีบ หงุดหงิดง่ายและร้อยละแปดสิบคือเห็นแก่ตัวมาก นี่อาจเป็นจุดดำมืดของมหานครในฝันของใครๆก็ได้ค่ะ เนื่องจากพวกเราท่องเที่ยวกันเอง ขึ้นรถไฟไปเองเยี่ยงคนปารีสจริงๆ ไม่ได้มีรถบัสรับส่งเหมือนมากับทัวร์ เราจึงได้สัมผัสปารีสในแง่มุมแท้ๆของมัน สิ่งสำคัญก็คือคนปารีสจะรักษาเวลามาก จะเดินเร็วและเร่งรีบตลอดเวลา บนบันไดเลื่อนในสถานีรถไฟ บ้านเราก็แค่ยืนเอ้อระเหยตามประสา แต่บ้านเค้าไม่มีใครยืนค่ะ ถึงเป็นบันไดเลื่อนก็จะตะบี้ตะบันจ้ำอ้าวราวกับว่ามีคบไฟลนก้นอยู่ จะเห็นก็แต่คนไทยอย่างเราๆนี่แหละที่ยืนกันหน้าระรื่น แต่หากใครจะยืนบนบันไดเลื่อน มีกฎเล็กน้อยค่ะ คือต้องชิดขวาเพื่อให้ทางเหล่าปาคริเซียงที่รีบสุดชีวิตกลัวไม่ได้ทำงานเค้าเดินกัน ร้อยละร้อยจะเดินกันค่ะ ส่วนพวกเรา เดินเป็นบางโอกาส (ก็มันเหนื่อยนี่นา) อีกประการคือคนปารีสจะเดินเร็วมาก เค้าเดินห้านาที คนไทยจะอยู่ราวๆยี่สิบนาทีได้ ดังนั้นต้องมันใจว่าไม่เดินขวางทางปาคริเซียงเค้าล่ะ ไม๊งั้นเค้าจะทำเสียงเจ๊าะแจ๊ะจิ๊จ๊ะอย่างหงุดหงิดใส่แล้วพูดใส่คนไทยว่า ชินัว! ( chinois ) เป็นคำเรียกคนจีนค่ะ แต่คนฝรั่งเศสจะมองคนเอเชียว่าเป็นจีนหมด เค้าแยกไม่ออก แล้วเค้าก็ค่อนข้างเหยียดคนเอเชียอยู่มากทีเดียว ดังนั้นเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามค่ะ อย่าขวางทางใคร เดินให้เร็วขึ้นซักเล็กน้อยหากจะใช้ชีวิตอยู่ในเมโทรของปารีส เรียกได้ว่าต้องซึมซับสันดานปารีสเอาไว้เยอะๆค่ะ
 
ตอนต่อไปจะเป็นปารีสเวอร์ชั่นเบต้าภาคปฏิบัติ ขออนุญาตยกยอดไปอัพในภาคต่อไปนะคะ
ถ้าใครอยากรู้ว่าภาคปฏบัติของการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างไร
ติดตามเอนทรี่หน้าเจ้าค่ะ
 
ลาจร....
 
LK
 
 
 

edit @ 26 May 2011 22:20:18 by N I S A ~ LK

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีค่าาาา สมัครบอร์ดเรียบร้อยเเล้วนะคะ^^
ฟิคเราคงเป็นฟิคที่ลงซ้ำอ่ะคะ ได้เนอะๆ
ยังไงเดี๋ยวว่างๆจะเอาฟิคไปลงให้นะคะ
ขอบคุณมากๆๆๆที่มาบอกนะคะ^^

#4 By ShinMin on 2012-04-01 14:40

ในที่สุดก็ได้อ่านสักที ก็กำลังนึกๆอยู่ว่า นิสาจะมีเรื่องเล่าตอนไปปารีสไหม?
อ่า..ในที่สุดก็มี

เป็นอะไรที่น่าอิจฉามาก แล้วคงน่าสนุกน่าดู
ไปแบบไปเองแบบนี้มันน่าสนุกกว่าไปทัวร์เยอะเลย

รอตอนต่อไปนะ ทำพ๊อกเก็ตบุ๊ค เล้กๆ คงจะน่ารักดี

#3 By Almar~ on 2011-05-27 10:02

อิจฉาที่สุด
เที่ยวเองได้ประสบการณ์กว่าไปทัวร์เยอะ
รออ่านภาคต่อไป
แอบอยากได้ไปกับเขาบ้าง

#2 By ♫♪Wa-eLLe♪♫ on 2011-05-26 22:38

Hot! Hot! Hot!

น่าไปมาก ๆ ครับ..

ดีจังเลยนะครับผม big smile big smile big smile